The Kingdom of Thailand

The Kingdom of ThailandThe Kingdom of Thailand
Thailand, also called the Land of Smiles, is the most popular tourist destination in South-East Asia due to its wealth of natural beauty, culture and history, gorgeous islands and beaches and the mouth-watering food. In the North you will find breathtaking mountain ranges with waterfalls and fast flowing rivers for trekking and rafting, ethnic tribal groups with unique customs and clothing and people famous for their courtesy and hospitality. The North-East, or Isan, is one of the country’s most intriguing destination with many Stone Age and Bronze Age dwellings and artifacts, and several significant temples and national parks. The Central plains and the East Coast are dotted with national parks, seaside resorts and islands.

Thursday, January 27, 2011

สัมผัสอากาศหนาว ดอกไม้สวย "ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ - ดอยแม่เหาะ" จ.แม่ฮ่องสอน

http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/101022.jpg



"ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ ดอยแม่เหาะ" จ.แม่ฮ่องสอน


หนาวนี้ใครอยากสัมผัสอากาศเย็นสบายพร้อมชมทุ่งดอกไม้เหลืองอร่ามตาสวย ๆ ต้องที่นี้เลยค่ะ "ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ ดอยแม่เหาะ" จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อถึงระยะที่ดอกบัวตองบาน ตามริมเส้นทางตลอดจนภูเขาที่สลับซับซ้อนกันอยู่ นั้นจะเป็นสีเหลืองสว่างไสวไปด้วยสีของดอกบัวตองดูงดงามมาก จึงถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ใครหลายๆคนต้องเดินทางไปสัมผัส!!

ดอยแม่อูคอ เป็นทุ่งดอกบัวตองที่มีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้าง ประมาณ 1 พันไร่

ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อมๆกันในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วทั้งภูเขา ดอยแม่เหาะ อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 10-8 ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 84 เขตตำบลแม่เหาะ เป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณนี้มีภูมิประเทศที่งดงาม มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อยู่เป็นส่วนมาก ในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมของทุกปี ดอกบัวตองหรือทานตะวันป่า จะบานสะพรั่งไปทั่วหุบเขา สวยงามมากทีเดียว

http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/101024.jpg


              ดอกบัวตอง ความงดงามของดอกไม้ประดับขุนเขาที่เบ่งบานในช่วงฤดูหนาวอย่างงดงาม ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าไปเยือนอย่างไม่กลัวความยากลำบาก ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาถนนหนทางอย่างดี ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางต่อไปยังน้ำตกแม่สุรินทร์และโครงการอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าตามพระราชดำริ ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก
นักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์พักแรมรับลมหนาว และชมความสวยงามตามธรรมชาติของทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อุคอ ทุ่งดอกบัวตองใหญ่และสวยที่สุดในประเทศไทย
ข้อมูลเพิ่มเติม
-เทศบาลตำบลขุนยวม โทรศัพท์ 0 5369 1466
-ที่ว่าการอำเภอขุนยวม โทรศัพท์ 0 5369 1108
-การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ 0 5361 2982-3

http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/101026.jpg


การเดินทาง

การเดินทางโดยรถยนต์ ..... จากอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ออกเดินทางไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ไปอำเภอขุนยวม เป็นระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 1263 เดินทางต่ออีกประมาณ 26 กิโลเมตร ก็จะถึง ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ

http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/101028.jpg


http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/101029.jpg


http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/101030.jpg


http://variety.teenee.com/foodforbrain/img0/101031.jpg




ขอขอบคุณเจ้าของภาพ เจ้าของบทความค่ะ  


Wednesday, January 26, 2011

ชมสัตว์โลกใต้ทะเล ในสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต

http://pics.manager.co.th/Images/554000000456401.JPEG
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต
       สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต ได้หยิบเอาความงดงามของสัตว์โลกใต้ทะเลอันดามันและปลาน้ำจืดน้ำเค็มกว่า 100 ชนิด มาให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังพาเหล่านักดำน้ำจำเป็นท่องไปกับระบบนิเวศอันหลากหลายจากลำธาร, แม่น้ำ, ป่าชายเลน, แนวปะการัง, สู่ห้วงทะเลลึก เพื่อร่วมสำรวจการจัดการแสดงสัตว์น้ำและนิทรรศการอันตระการตาด้วยระบบมัลติมีเดียเพื่อความตื่นตาตื่นใจราวกับอยู่ในโลกของใต้ท้องทะเลจริง
http://pics.manager.co.th/Images/554000000456404.JPEG
ปลาหมอทะเล ปลาตัวใหญ่ที่สุดในแนวปะการัง
       สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต ตั้งอยู่บริเวณแหลมพันวา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดภูเก็ต และยังเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ กว่า 3000,000 คนต่อปี ซึ่งสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526 อยู่ในกลุ่มพิพิธภัณฑ์และสถานแสดงพันธุ์สัตว์และพืชทะเล นอกจากนี้ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่ง และป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งภารกิจหลักของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญ แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน
http://pics.manager.co.th/Images/554000000456403.JPEG
ปะการังใต้ท้องทะเลอันดามันที่สวยงาม
       ทันทีที่เดินเข้าไปในโลกใต้ทะเลอันดามันของประเทศไทยที่สถานแสดงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต ก็มีทั้งความหลากหลายให้ได้ชม อาทิ สัตว์ในแนวปะการัง ที่สามารถพบสิ่งมีชีวิตต่างในแนวปะการัง ไม่ว่าจะเป็น ม้าน้ำ, ปลาผีเสื้อ, และปลาการ์ตูนหลากหลายสายพันธุ์ที่แหวกว่ายไปมาช่วยให้เพลิดเพลินกับความสวยงามของเหล่าบรรดาน้ำเค็ม หรือจะเป็นตู้อุโมงค์ปลา ที่มีการจัดแสดงปลาทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ที่ว่ายสวนทางกันไปมา อีกทั้งยังได้พบกับกระเบนนก, ฉลามเสือดาว และเหล่าฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่รอบๆ ตัวราวกับอยู่ใต้ท้องทะเลจริง และอย่าพลาดชมการดำน้ำให้อาหารปลา ที่จะมีในทุกๆ วันเสาร์- อาทิตย์ เวลา 11.00 น. - 11.30 น. เท่านั้น และไฮไลท์สุดๆ กับปลาหมอทะเล ที่จะทำให้ตื่นตากับปลาที่ใหญ่ที่สุดในแนวปะการังอย่างปลาหมอทะเล ซึ่งปลาหมอทะเลเหล่านี้ได้อาศัยอยู่ที่สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต มานานกว่า 20 ปีเลยทีเดียว และปลาที่หาดูยาก อาทิ ปลาปิรันย่ากินคน หรือจะเป็นปลาที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 600 โวลต์ อย่างปลาไหลไปฟ้าก็ยังสามารถชมได้ที่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ตเช่นกัน
http://pics.manager.co.th/Images/554000000456402.JPEG
       นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติมบริเวณโดยรอบของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต อีกมากมาย อาทิ
    
       
เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เชื่อมต่อกับนิทรรศการภายในอาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต ซึ่งสามารถสัมผัสกับบรรยากาศของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่นป่าโกงกางและสิ่งมีชีวิตริมชายหาด เป็นต้น
   
       
โรงเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นที่พักของเหล่าบรรดาสัตว์น้ำก่อนจัดแสดงในสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต และเป็นที่วิจัยการเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน, กุ้งทะเลสวยงาม, และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอีกด้วย
   
       
เรือสำรวจทางทะเลจักรทอง ทองใหญ่ ที่ขนาดความยาวของเรือมีความยาว 38 เมตร และยังสามารถเยี่ยมชมหรือสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ได้อีกด้วย
   
       
บ่อเต่าทะเล เป็นที่สถานที่อนุบาลเต่าทะเลและยังเป็นคลินิกรักษาพยาบาลสัตว์ทะเลหายากอีกด้วยซึ่งก็สามารถเข้ามาชมได้เช่นกัน
   
       
พิพิธภัณฑ์สัตว์และพืชทะเล เป็นอีกหนึ่งการจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเกี่ยวกับหัวข้อที่น่าสนใจ พร้อมจัดแสดงตัวอย่างจากทะเลอันดามันบางส่วนจาก 1000,000 ตัวอย่าง
   
       
พิพิธภัณฑ์สัตว์หายาก เป็นที่ที่จัดแสดงกระดูกโลมาและวาฬอีกทั้งยังเต่าทะเลสตัฟฟ์อีกด้วย
   
       สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต จะเปิดทุกวัน เวลา 8.30 น. - 16.30 น. อัตราการเข้าชม ชาวไทย ผู้ใหญ่ 50 บาท, เด็ก 20 บาท (เด็กส่วนสูงต่ำกว่า 108 ซ.ม.) ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท, เด็ก 50 บาท ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต โทร.0-7639-1126, www.phuktaquarium.org




Tuesday, January 25, 2011

Khao Krajome: Ratchaburi's Magnificent Misty Mountain

Ratchaburi's Suan Phueng district has gained credence over recent years as an emerging tourist destination due to its rich supply of cultural attractions and natural resources.

Located just 160 kilometers southwest of Bangkok, the impressive locale offers plenty of entertainment options, along with several adventure-based opportunities.

Peak presence
Suan Phueng features lots of tourism-oriented attractions, including agricultural projects, restaurants (selling authentic local cuisine), as well as hot springs and waterfalls. The district also includes several theme-based resorts, trendy coffee outlets, along with eateries specializing in international cuisine.

One major attraction among adventurous types is the majestic peak of Khao Krajome ('Krajome Mountain'), which is located in Suan Phueng sub-district (of Suan Phueng district).



The mountain is part of the Tanoasri Mountain Range, which runs along Thailand's border with Myanmar. Reaching a height of 1,000 meters above sea level, Khao Krajome offers a wonderful spot to experience spectacular sunrises or sunsets, while, if you're lucky, it might even be blanketed in a sea of fog.

The only practical way to reach the summit is by using an off-road vehicle. The nine-kilometer trip, which takes you along a dirt road, takes at least 45 minutes to complete. You're sure to spot some impressive examples of wild flowers and plants alongside the way during this trip.

The great outdoors
Owners of off-road vehicles may wish to stay on the peak overnight. While there's a camp ground located there, it should be noted that there's no electricity supply, while water supplies are scant, so you'll need to account for this if planning to stop over.


There's also a base belonging to a unit of the Border Patrol Police close to the camp site. Officers from this force patrol the border year-round.

It's also possible to secure a lift up to the summit with members from the local Suan Pheung off-road vehicle club. Members usually charge a reasonable rate of between 1,400-1,800 baht (US$43-55), depending on the type of vehicle used, for this service, which includes a driver. Most reception desks at local resorts can put you in touch with members of the club.

Typically, these trips begin from your resort at about 5 am. While the temperature doesn't tend to be too harsh, it's still advisable to take along a windbreaker or thicker coat, as well as a pair of sneakers.


The peak season in terms of tourism on Khao Krajome takes place from November to late February as this is the coolest time of year and the period during which you are most likely to encounter fog. The mountain is more or less inaccessible by car during late June through September since that is when the rainy season falls.

For further information regarding travel to Khao Krajome, contact the Tourism Authority of Thailand (TAT) on Tel: 1672 (Thailand only), or the Suan Phueng Sub-District Administrative Organization on Tel: +66 (0)32 395 436.

Transport connections:
Car:  From Bangkok, head west towards Ratchaburi on Highway 4 (Petchkasem Road). Next, take Route 3087, which links the districts of Suan Phueng and Chom Bueng. The entrance to Khao Krajome is located in Suan Phueng district's Suan Phueng sub district. 



ชมดอกไม้สวย ที่ดอยอ่างขาง

 


ข้อมูลทั่วไป :
อากาศบนดอยหนาวเย็นตลอดปีโดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศเย็นจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำค้างแข็ง นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมเครื่องกันหนาวมาให้พร้อม เช่น หมวก ถุงมือ ถุงเท้า เสื้อกันหนาว

การเดินทาง :
บนเส้นทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ประมาณกิโลเมตรที่ 137 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าบ้านยางที่ตลาดแม่ข่า เข้าไปอีกประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทางลาดยาง สูงและคดเคี้ยว ต้องใช้รถสภาพดีและมีกำลังสูง คนขับชำนาญ หรือจะหาเช่ารถสองแถวได้ที่ตลาดแม่ข่า

สิ่งอำนวยความสะดวก :
สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง มีที่พักแรมได้ประมาณ 80 คน บริการอาหารวันละ 3 มื้อ/คน/วันคนละ 100 บาท เฉพาะกรณีที่สถานีฯมีความสะดวกในการรับบุคคลภายนอกเท่านั้น ติดต่อรายละเอียดโครงการหลวง 65 ถนนสุเทพเชียงใหม่ 50002 หรือ สถานีเกษตรหลวงอ่าวขาง ตู้ปณ.14 อำเภอฝาง เชียงใหม่ 50110
ที่พักเอกชนหน้าสถานีฯ ได้แก่ บ้านดอกเหมย, บ้านคนเมือง และร้านสามพี่น้อง มีที่พักเป็นหลังๆ พักได้ 4-8 คน อัตราค่าที่พัก 350-500 บาท/หลัง ติดต่อบ้านดอกเหมย บ้านสามพี่น้องที่ 62 หมู่บ้านหลาจู ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรมท่องเที่ยวบนดอยอ่างขาง :
มีหลายอย่างที่สามารถจัดขึ้นได้ รีสอร์ทธรรมชาติอ่างขางริเริ่มจัดกิจกรรมท่องเที่ยวขึ้นที่นี่ ได้แก่

เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะสั้น
ประมาณ 2 กิโลเมตร จะได้ชมน้ำตกเล็กๆ และกุหลาบพันปี


เส้นทางจักรยานเสือภูเขา
จากบ้านคุ้มไปยังบ้านนอแล และ จากบ้านหลวงไปยังบ้านผาแดง


จุดชมนก
มีนกมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ จุดที่เหมาะคือสถานีป่าแม่เผอะและบริเวณรอบๆรีสอร์ทธรรมชาติอ่างขาง


การขี่ฬ่อล่องไพร
ชมความงดงามของธรรมชาติในบรรยากาศเย็นสบายรอบๆดอยอ่างขางด้วยการนั่งบนหลังฬ่อ (การนั่งบนหลังฬ่อต้องนั่งหันข้างเนื่องจากอานกว้างไม่สามารถนั่งคร่อมอย่างการขี่ม้าได้) หากสนใจกิจกรรมนี้ต้องติดต่อกับรีสอร์ทล่วงหน้าอย่าน้อย 1 วัน เพราะปกติชาวบ้านจะนำฬ่อไปเป็นพาหนะขนผลิตผลทางการเกษตรด้วย




จุดเด่นที่น่าสนใจ :

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

เรื่องกำเนิดของสถานีฯแห่งนี้เป็นเกร็ดประวัติเล่ากันต่อมาว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทางเฮลิคอปเตอร์ผ่านยอดดอยแห่งนี้และทอดพระเนตรลงมาเห็นหลังคาบ้านคนอยู่กันเป็นหมู่บ้าน จึงมีพระดำรัสสั่งให้เครื่องลงจอด เมื่อเสด็จพระราชดำเนินลงมาทอดพระเนตรเห็นทุ่งดอกฝิ่น และหมู่บ้านตรงนั้นก็คือหมู่บ้านของชาวเขาเผ่ามูเซอซึ่งในสมัยนั้นชาวเขากลุ่มนี้ยังไว้แกละถักเปียยาว แต่งกายสีดำ สะพายดาบ พระองค์จึงมีพระราชดำรัสที่จะแปลงทุ่งฝิ่นให้เป็นแปลงเกษตร สถานีฯจึงเกิดขึ้นเมื่อปี 2512 มีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ พืชน้ำมัน โดยมุ่งที่จะหาผลิตผลที่มีคุณค่าพอที่จะทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวเขา และทำการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมแก่ชาวเขาในบริเวณใกล้เคียง สามารถชมแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ ท้อ บ๊วย พลัม สตรอเบอรี่ สาลี่ ราสเบอรี่ พลับ กีวี ลูกไหน เป็นต้น พืชผักเมืองหนาว เช่น แครอท ผักสลัดต่างๆ ฯลฯ แปลงไม้ดอก เช่น คาร์เนชั่น กุหลาบ แอสเตอร์ เบญจมาศ ฯลฯ มีการจำหน่ายผลิตผลที่ปลูกในบริเวณโครงการฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล


สวนบอนไซ

อยู่ในบริเวณสถานีฯ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้เขตอบอุ่นและเขตหนาวทั้งในและต่างประเทศ ปลูก ดัด แต่ง โดยใช้เทคนิคบอนไซ สวยงามน่าชม และในบริเวณเดียวกันก็มีสวนสมุนไพรด้วยฤดูท่องเที่ยวอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม


หมู่บ้านคุ้ม

ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฯ เป็นชุมชนเล็กๆประกอบด้วยผู้อยู่อาศัยหลายเชื้อชาติอยู่รวมกัน อาทิชาวไทยใหญ่ ชาวพม่าและชาวจีนฮ่อ ซึ่งได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้และเปิดร้านค้าบริการแก่นักท่องเที่ยว


จุดชมวิวกิ่วลม

อยู่ทางด้านซ้ายมือก่อนถึงทางแยกซึ่งจะไปหมู่บ้านปะหล่องนอแลทางหนึ่ง และบ้านมูเซอขอบด้งทางหนึ่ง สามารถชมวิวได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก หรือทะเลหมอก มองเห็นทิวเขารอบด้านและหากฟ้าเปิดจะมองเห็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางด้วย


หมู่บ้านนอแล

ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย - พม่า แต่เดิมคนกลุ่มนี้อยู่ในพม่าและพึ่งอพยพมาที่นี่ได้ประมาณ 15 ปี คนที่นี่เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่องเชื้อสายพม่า ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง นับถือศาสนาพุทธ ทุกวันพระผู้คนที่นี่หยุดอยู่บ้านถือศีล จากหมู่บ้านนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์สวยงามของธรรมชาติบริเวณพรมแดนไทย-พม่า


หมู่บ้านขอบด้ง

เป็นที่ที่ชาวเขาเผ่ามูเซอดำและเผ่ามูเซอแดงอาศัยอยู่ร่วมกัน คนที่นี่นับถือผี มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการส่งเสริมจากโครงการหลวงในด้านการเกษตรและด้านหัตถกรรมพื้นบ้าน (เช่น อาบูแค เป็นกำไลถักด้วยหญ้าไข่เหามีสีสันและลวดลายในแบบของมูเซอ)

บริเวณหน้าหมู่บ้านจะมีการจำลองบ้านและวิถีชีวิตของชาวมูเซอ โดยชาวบ้าน ครู และนักเรียนโรงเรียนบ้านขอบด้งช่วยกันสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเรียนรู้และศึกษาวัฒนธรรมของหมู่บ้านโดยที่ไม่เข้าไปรบกวนความเป็นส่วนตัวของเขามากเกินไป และยังมีโครงการมัคคุเทศก์น้อยที่อบรมเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านขอบด้งเพื่อช่วยอธิบายวิถีชีวิตของพวกเขาให้ผู้มาเยือน ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกและสร้างความรักท้องถิ่นให้เด็กๆด้วย

หมู่บ้านหลวง
ชาวหมู่บ้านหลวงเป็นชาวจีนยูนานที่อพยพมาจากประเทศจีนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และประกอบอาชีพด้านการเกษตรกรรมเป็นหลัก อาทิ ปลูกผักผลไม้ เช่น พลัม ลูกท้อ และสาลี่

















ขอขอบคุณเจ้าของภาพ เจ้าของบทความค่ะ

โหลดฟรี ใช้ฟรีค่ะ =>

Monday, January 24, 2011

ท่องเที่ยวหน้าหนาวที่ "ดอยอินทนนท์"

http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/100911.jpg


อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

หน้าหนาวนี้ใครๆก็ต้องเตรียมตัวไปรับอากาศสุดชื่นบนยอดดอย ที่ไหนสักที่ เพราะหน้าหนาวทั้งที ทุกคนย่อมอยากสัมผัสอากาศเย็นเป็นธรรมดา หลังจากที่ทนกับอากาศอันร้อนจากสภาพอากาศแปรปรวนมาเกือบทั้งปี และหนึ่งในที่สุดฮอตของเมืองไทยที่ทุกคนจะต้องไปสัมผัสอากาศหนาวคงจะหนีไม่พ้น อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ใครที่คิดกำลังจะเดินทางท่องเที่ยวไปสัมผัสอากาศหนาวที่นี้ ลองมาทำความรู้จักกับ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ แห่งนี้กับเราก่อนได้เลยค่ะ!!

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ "ป่าสงวนแห่งชาติดอยอินทนนท์"

ต่อมาได้ถูกสำรวจและจัดตั้งเป็นหนึ่งในสิบสี่ ป่าที่ทางรัฐบาลให้ดำเนินการเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งครั้งแรกกรมป่าไม้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้มีพื้นที่ 1,000 ตร.กม. หรือประมาณ 625,000 ไร่ แต่เนื่องจากพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อาศัยอยู่ก่อนหลายชุมชน จึงทำการสำรวจใหม่ และกันพื้นที่ที่ราษฎร อยู่มาก่อน และคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคตออก จึงเหลือพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 270 ตร.กม. หรือประมาณ 168,750 ไร่ ประกาศลงวันที่ 2 ตุลาคม 2515 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2521 รัฐบาลประกาศพื้นที่เพิ่มอีกเป็482.4 ตร.กม. อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ มีความสูงจากระดับน้ำทะลปานกลาง 400-2,565.3341 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย สำหรับวัตถุประสงค์ในการกำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 1 มาตรา 6 ดังนี้

"เมื่อรัฐบาลเห็นสมควรกำหนดบริเวณที่ดินแห่งใดมีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจ ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไว้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชน ก็ให้มีอำนาจกระทำโดยประกาศพระราชกฤษฎีกาด้วยบริเวณที่กำหนดนี้เรียกว่ อุทยานแห่งชาติ"


http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/100913.jpg


เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงถึง 2,565 เมตรอากาศจึงหนาวเย็นตลอดปี  ความชื้นสูงมากโดยเฉพาะบนดอย

แม้นำฟืนมาก่อไฟก็จะติดไฟได้ยาก ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสทุกปี ในฤดูร้อนแม้ว่าอากาศในตัวเมืองเชียงใหม่หรืออำเภอใกล้เคียงจะร้อน แต่บนยอดดอยอินทนนท์ยังมีอากาศหนาวเย็นอยู่จะต้องสวมเสื้อกันหนาว ฉะนั้นผู้ที่จะไปเที่ยวดอยอินทนนท์ควรจัดเตรียมเสื้อหนาๆติดตัวไปด้วย

ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีหลายชนิด คือ ป่าดิบเขา ป่าสน ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ มีพันธุ์ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจดังนี้ คือ สัก ตะเคียน สนเขา เต็ง เหียง มะเกลือ แดง ประดู่ รกฟ้า มะค่า เก็ดแดง จำปีป่า ตะแบก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีดอกไม้ป่าที่สวยงามหลายชนิด เช่น ฟ้ามุ่ย ช้างแดง รองเท้านารี และกุหลาบป่า สำหรับมอส ข้าวตอกฤาษี ออสมันด้า มีอยู่ทั่วไปในระดับสูง
สัตว์ป่าในบริเวณอุทยานแห่งชาติที่นี้มีจำนวนลดลงไปมาก เนื่องจากถูกชาวเขาเผ่าต่างๆล่าเป็นอาหาร และป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยถูกแผ้วถางลงมาก ทำให้สัตว์ใหญ่บางชนิดหมดไปจากป่านี้ ปัจจุบันสัตว์ที่หลงเหลืออยู่บ้าง ได้แก่ เลียงผา กวางผา กวาง เสือ หมูป่า หมี ชะนี กระต่ายป่า และ ไก่ป่า

http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/100915.jpg


การจองที่พักและบริการ

1. สามารถจองด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ของกรม www.dnp.go.th หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ให้ทำการจองให้ทางโทรศัพท์ หรือเดินทางมาติดต่อด้วยตนเอง กรมไม่มีตัวแทนการจองที่พักกับภาคเอกชนรายใดทั้งสิ้น

2. ผู้ที่ทำารจองก่อนจะได้รับสิทธิ์ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการจองโดยเจ้าหน้าที่ หรือจองด้วยตนเอง เพราะเป็นฐานข้อมูลการจองเดียวกัน 

3. สามารถจองล่วงหน้าได้ 60 วัน และจองต่อเนื่องได้ครั้งละ 3 วัน 

4. ในกรณีที่ผู้จองทำการจองด้วยตนเองทางเว็บไซต์ของกรม โดยไม่กรอกรายละเอียดการจองให้ครบถ้วน เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ โทรศัพท์ เป็นต้น ซึ่งเชื่อได้ว่าไม่มีความประสงค์ที่จะใช้บริการจริง กรมสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกการจองนั้นๆทันทีที่ตรวจพบ 

http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/100917.jpg


การเดินทาง

จากตัวเมืองเชียงใหม่ สามารถเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้ 3 เส้นทางคือ

เส้นทางที่ 1 จากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางโดยใช้เส้นทางถนนสายเชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอ หางดงและอำเภอสันป่าตอง ไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามถนนสายจอมทอง- อินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่กิโลเมตรที่ 8 (น้ำตกแม่กลาง) และ ตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กม. ... ดูแผนที่เส้นทางที่ 1 (สีเหลือง)


เส้นทางที่ 2 จากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางตามเส้นทางถนนสานเชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทองและอำเภอฮอด จากอำเภอฮอดเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง ฮอด (ทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอุทยานแห่งชาติออบหลวง แล้วเลี้ยวขวาต่อไปยังอำเภอแม่แจ่มโดยเส้นทางสาย ออบหลวง-แม่แจ่ม (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1088) จากอำเภอแม่แจ่มใช้เส้นทางสายแม่แจ่ม-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1192) ขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ ที่ถนนสายจอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009 กิโลเมตรที่ 38-39) ... ดูแผนที่เส้นทางที่ 2 (สีเขียว)


เส้นทางที่ 3 ซึ่งเป็นเส้นทางสู่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่ค่อนข้างจะลำบาก โดยทางจากจังหวัดเชียงใหม่ตามเส้นทางถนนสาย เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง จากอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวา ตามถนน สายสันป่าตอง - บ้านกาด-แม่วิน (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1013) แล้วต่อด้วยเส้นทาง ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1284 หรือ เส้นทาง ร.พ.ช. ผ่านบ้านขุนวาง และขึ้นสู่ถนนสายจอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ที่กิโลเมตรที่ 31 ใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ... ดูแผนที่เส้นทางที่ 3 (สีน้ำเงิน)


http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/100919.jpg


http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/100920.jpg


http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/100921.jpg


 ขอขอบคุณเจ้าของภาพ เจ้าของบทความค่ะ

โหลดฟรี ใช้ฟรีค่ะ => 

 

Sunday, January 23, 2011

อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย จังหวัดเลย


อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย จังหวัดเลย
อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย (นาแห้ว) ตั้งอยู่ในเขตอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลนาแห้ว ตำบลแสงภา ตำบลเหล่ากอหก อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย มีเนื้อที่ประมาณ 73,225 ไร่ หรือ 117.16 ตารางกิโลเมตร
ภูมิประเทศของอุทยานแห่งนี้เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนตามแนวชายแดนไทย-ลาว สันเขามีลักษณะเป็นที่ราบสูง มีความลาดเท ตั้งแต่ 2 เปอร์เซ็นต์ จนถึงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ด้านตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่ป่าผืนใหญ่ จะมีความลาดชันมาก พื้นที่ราบเชิงเขาเกือบจะไม่มี ด้านตะวันออกจะมีความลาดชันน้อย ลาดเทลงไปทางด้านตะวันออกมีที่ราบเชิงเขาอยู่บ้าง พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งแต่ 600 - 1,408 เมตร มีภูสันทรายเป็นยอดเขาสูงสุด เป็นแหล่งน้ำน้ำลำธารของแม่น้ำเหือง แม่น้ำแพร่ ห้วยทราย ห้วยน้ำผัก และทั้งหมดนี้ไหลไปลงแม่น้ำเหือง ซึ่งเป็นพรมแดนไทย-ลาว นั่นเอง
เราเดินทางมาจากภูหลวง แวะไปเที่ยวที่ท่าลี่ ก่อนจะมุ่งหน้ามาที่นี่ … เมื่อเราเดินทางเข้ามาในเขตอุทยาน สิ่งแรกที่รู้สึกว่าแตกต่าง คือ ที่ทำการอุทยานฯจะเป็นลานกว้าง ที่มีลักษณะเป็นเนินสูง บรรยากาศปลอดโปร่ง อากาศที่เย็นกว่าที่อื่น คงเพราะเป็นพื้นที่สูงถึงพันสี่ร้อยเมตร และมีภูเขาโอบกอดอยู่รอบด้าน
สภาพรอบๆอุทยานที่เป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้อยู่หนาแน่น โดยส่วนใหญ่เป็นป่าดิบชื้น มีที่ราบน้อย ทำให้มองเห็นมีนกชนิดต่างๆบินไปมาอยู่มากพอสมควร … ใครบางคนในคณะเราบอกว่า ที่นี่เป็นเหมือนสวรรค์ของนักดูนกเชียวค่ะ
โซนบ้านพัก มีให้เลือกหลายแบบตามความชอบ ทั้งกระท่อมไม้ไผ่ไม่มีพัดลม หรือบ้านปูนสไตล์รีสอร์ต และเต้นท์ยกพื้นห้องนอนรวม เช่นเดียวกับบริเวณกางเต้นท์ที่มีให้เลือกหลายมุม ให้จับจองทำเลสวยๆ อุทยานฯมีเต้นพร้อมอุปกรณ์เครื่องนอนให้เช่าหลายขนาด พร้อมห้องสุขา ห้องอาบน้ำสะอาด สะดวกสำหรับผู้ที่จะมาพักค่ะ
บรรยากาศยามเย็น ก่อนพระอาทิตย์อัสดง .. แดดร่มลมตก เหมาะสำหรับการเดินเล่น และหากใครนำจักรยานมาด้วย ก็เหมาะมากที่จะขี่ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆรอบๆอุทยาน
เต่าปูลู ที่บ่อเลี้ยงหน้าที่ทำการอุทยานฯ
บนพื้นที่อุทยานมีร้านค้าสวัสดิการ มีอาหารไว้บริการ แต่จะไม่เปิดตลอด หลังจากอิ่มหนำสำราญดีแล้ว อากาศเย็นจนต้องขยับเข้ามาเบียดกัน เราไม่มีกิจกรรมอื่นๆ จึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่บ้านพัก .. ตั้งใจว่าจะเดินขึ้นภูไปชมพระอาทิตย์ขึ้น แต่ก็ยังสองจิตสองใจ เพราะต้องเดินอีกถึง 7 กิโลเมตร จะไหวไม๊เรา?
รุ่งอรุณ ณ ภูสวนทราย … เราตื่นสายไปหน่อย จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นก็ไม่ทันซะแล้ว หันมาชมบรรยากาศรอบๆด้านล่างทีกว่า บรรยากาศประทับใจด้วยสายหมอกขาวที่ลอยอ้อยอิ่งโอบกอดยอดเขา และลอยเรี่ยๆอ่างเก็บน้ำ และเนื่องจากที่ตั้งของอุทยานเป็นที่เล่นระดับ จึงสามารถมองเห็นวิวสวยๆได้สบายตา
เมื่อคืนวาน มีเหล่านักจักรยานจากชมรมจักรยานในจังหวัดใกล้เคียงมากางเต้นท์ เช้านี้คึกคักน่าสนุกด้วยการเตรียมอาหารเช้า ฉันเข้าไปคุยด้วย ได้ความว่าทั้งหมดกำลังจะมาซ้อมจักรยานในเส้นทางรอบๆภูสวนทราย เท่าที่เห็นมีหลายวัยคละกันค่ะ ชอบสีสันสดใสของเครื่องแต่งกายนักจักรยานค่ะ
หัวหน้าทีมจักรยานเล่าให้ฟังว่า เส้นทางจักรยานจากอุทยานฯนั้นน่าขี่จักรยานมาก ตลอดทางมีทางชันขึ้นเนินบ้าง เรียบบ้าง มีราวป่าทั้ง 2 ข้างทางที่อุดมด้วยพรรณไม้ มีนกป่าให้เพลิดเพลินตลอดทาง
แปลงดอกไม้เมืองหนาว ปลูกเล่นระดับสูงต่ำต่างกัน ตอนนี้แข่งกันออกดอกอวดนักท่องเที่ยว … สีสันจัดจ้านของดอกไม้ ไม่ได้ล่อเฉพาะแมลงให้เข้ามาใกล้ แต่พวกเราก็แล่นถลาเข้าไปเก็บภาพงามๆอย่างไม่ยอมพลาดเช่นกันค่ะ 

 

Thanks to U all - ขอขอบคุณทุกท่าน :- 
  • เจ้าของบทความ เจ้าของภาพสวยๆทุกท่าน
  • ชอบเที่ยวไทย - ilovetourthai@googlegroups
  • ผู้เยี่ยมชมบล๊อกทุกท่านค่ะ - All Visitors
 

About us  เจ้าของบล๊อก ***  www.ShopZzy.com

Hotels - Thailandwide 
: จองโรงแรมทั่วไทยในราคาประหยัดสูงสุด75% ***   
 
Welcome to  http://ido24.com/shopzzy.com - Site where you could find Plenty of Great Hotels in Thailand with the Discount Rate upto 75% through whole year.  Click to reserve your best Hotels online NOW!!

 

Free Download our Toolbar to get much more Benefits & Enjoyments!!
http://ShopZzy.MyStoreToolbar.com