The Kingdom of Thailand

The Kingdom of ThailandThe Kingdom of Thailand
Thailand, also called the Land of Smiles, is the most popular tourist destination in South-East Asia due to its wealth of natural beauty, culture and history, gorgeous islands and beaches and the mouth-watering food. In the North you will find breathtaking mountain ranges with waterfalls and fast flowing rivers for trekking and rafting, ethnic tribal groups with unique customs and clothing and people famous for their courtesy and hospitality. The North-East, or Isan, is one of the country’s most intriguing destination with many Stone Age and Bronze Age dwellings and artifacts, and several significant temples and national parks. The Central plains and the East Coast are dotted with national parks, seaside resorts and islands.

Tuesday, December 7, 2010

มหาเจดีย์ชเวสิกอง (ShwezigonZedi)

เราเดินทางด้วยรถม้าออกไปเที่ยวชมเจดีย์ และวิหารของพุกาม เสียงกุบๆกับๆของฝีเท้าม้าที่กระทบกับพื้นถนนที่เข้ากับบรรยากาศของเมืองอย่างมาก
เมื่อแรกเข้าไปในบริเวณเจดีย์ชเวสิกอง ด้านหน้าจะเห็นสิงห์ไถ่บาปสีขาวตั้งตระหง่านใหญ่โต อันเป็นธรรมเนียมของทางเข้าเจดีหรือวัดส่วนใหญ่ในพม่า ดังที่เคยเล่าประวัตอของสิงห์ไถ่บาปให้ฟังมาแล้ว
ด้านข้างนอกกำแพงบริเวณที่ตั้งเจดีย์ จะเป็นเหมือนสวน มองผ่านเลยกำแพงเข้าไปจะเห็นเจดีย์สีทองสูงชลูดขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งเดี๋ยวเราจะเข้าไปดูข้างในกันค่ะ


ก่อนจะเดินเข้าไปยังที่ตั้งของเจดีย์ชั้นในทุกคนต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าวางไว้ด้านนอก ทั้งคนพม่า และชาวต่างชาติ ... ก่อนถึงลานชั้นใน เราผ่านร้านค้าของที่ระลึกประเภทที่เป็นเอกลักษณ์ของพุกาม ทั้งเครื่องเขิน ไม้แกะสลัก เครื่องเขินต่างๆ รวมไปถึง ลูกเป้ง หรือลูกตุ้มชั่งน้ำหนักแบบโบราณ ที่ทำด้วยโลหะผสมสูตรสำริด ในรูปร่างของสัตว์ในจินตนาการ เช่น หงส์กับสิงห์ ซึ่งฉันทราบมาว่าในสมัยก่อนกษัตริย์พม่าจะมีพระบรมราชโองการฯ ให้ราษฎรใช้ลูกตุ้มวัดน้ำหนักขนาดต่างๆ ซึ่งทางราชสำนักจะเป็นผู้ออกแบบและผลิตขึ้นเป็นมาตรฐานเพื่อใช้กับตราชั่ง เพื่อชั่งน้ำหนักสิ่งของทั่วไป หากแต่เมื่อการค้าฝิ่นรุ่งเรือง เลยถูกใช้ในการชั่งฝิ่นด้วย


เจดีย์ชเวสิกอง หรือ เจดีย์แห่งชัยชนะ” .. สัญลักษณ์ของชัยชนะที่พม่ามีต่อมอญ ..ถือว่าเป็น 1 ใน 5 ของมหาเจดีย์สถานที่สำคัญของพม่า ส่วนอีก 4 แห่ง คือ พระเกศธาตุที่เมืองย่างกุ้ง พระมุเตาที่เมืองหงสาวดี พระพุทธรูปมหามัยมุนีที่เมืองมัณฑะเลย์ และพระมหาธาตุชเวสันดอที่เมืองแปร
เจดีย์ชเวสิกอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองพุกาม เป็นมหาเจดีย์องค์แรกที่สถาปนาโดยมหาราชองค์แรกของราชวงศ์พุกาม เมื่อราว 1,500 ปีเศษที่ผ่านมา คือ พระเจ้าอโนรธามหาราช วีรกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรพุกาม แต่มาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยของพระเจ้าจันสิตตา ซึ่งรัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคทองของงานสร้างสรรค์ศิลปะสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ เทียบได้กับยุคนครวัด นครธมของเขมร และบุโรพุทธโธ ของชวา
ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อ พระเจ้าอโนรธามหาราช ได้รับชัยชนะจากการสู้รบกับมอญ ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกมายังเมืองพุกาม พร้อมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย โดยอัญเชิญมาบนหลังช้าง หากช้างหมอบลงที่ใด ก็ให้สร้างพระเจดีย์ที่ตรงนั้น สถานที่แห่งแรกที่ช้างหมอบคือ ที่บริเวณพระเจดีย์ชเวซิกองแห่งนี้นั่นเอง
ลักษณะ เป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม ตั้งบนฐาน 3 ชั้น ยอดฉัตรเป็นบัวกลับถลา ก่อเป็นรูปกรวยแหลมกลมไปถึงยอด รอบระเบียงมีภาพแผ่นเคลือบปั้นเป็นรูปชาดก รอบฐานเจดีย์มีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศ องค์เจดีย์งดงามด้วยเฟื่องอุบะ และแถบคาด “รัดอก” รอบองค์ระฆัง .. ถือกันว่าเป็นเจดีย์รุ่นแรกๆที่ได้รับอิทธิพลจากมอญ รูปทรงเจดีย์นี้ภายหลังใช้เป็นแม่แบบในการสร้างเจดีย์ชเวดากองแห่งเมืองย่างกุ้งในเวลาต่อมา … เวลาแหงนหน้ามองยอดเจดีย์ รู้สึกได้ว่าเจดีย์แห่งนี้งดงามจริงๆ สีทองอร่ามตา ยิ่งยามต้องแสงแดด ยิ่งสวยเหลือเกิน
มีผู้ที่รวบรวมลักษณะอันโดดเด่นของเจดีย์องค์นี้ อันถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ 9 อย่าง คือ
1. เงาของเจดีย์จะไม่เปลี่ยนทิศทาง
2. ทองคำเปลวที่ติดองค์เจดีย์ไม่ว่าจะอยู่สูงแค่ไหน จะไม่มีวันปลิวร่วงออกนอกบริเวณที่ตั้งขององค์เจดีย์
3. ไม่ว่าจะมีผู้แสวงบุญมานมัสการองค์เจดีย์มากเท่าใด ก็สามารถรองรับผู้คนไว้ได้ทั้งหมด
4. บาตรพระที่วางอยู่รอให้คนมาใส่บาตร จะไม่มีใครสามารถตักบาตรถวายองค์พระเจดีย์เป็นคนแรกได้
5. เสียงกลองที่ตีจากอีกฟากหนึ่งของเจดีย์ จะไม่มีวันได้ยินถึงอีกฟากของเจดีย์ได้
6. ทั้งๆที่เจดีย์ประดิษฐานอยู่บนพื้นที่ราบ แต่เมื่อมองดูกลับมองเห็นเหมือนตั้งอยู่บนเนินสูง
7. ไม่ว่าฝนจะตกหนักเพียงใด จะไม่มีหยดน้ำฝนค้างอยู่บนเจดีย์
8. มีต้นพิกุลซึ่งออกดอกทั้งปี
9. ยอดฉัตรของเจดีย์ไม่มีตะปูหหรือเหล็กหยึกเลยสักชิ้นเดียว
ฐานเจดีย์มีรูปปูนปั้นสิงห์ ได้รับการยกย่องว่ามีความสง่างามมากแห่งหนึ่งในบรรดาเจดีย์ทั้งหลายของพม่า ที่มาของสิงห์มีเค้าเรื่องมาจากตำนาน “สีหพาหุ” ที่เล่ามาแล้วนั่นเอง …


ชเวสิกองถือว่าเป็นมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในพม่าในขณะนั้น ตามตำนานกล่าวว่า พระเจ้าอโนรธา ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เป็นพระทันตธาตุ ไว้ในพระเจดีย์ที่ห่อหุ้มด้วยแผ่นทองสุดปลั่ง ที่มีความสูงถึง 160 ฟุต และตามประวัติ พระเจ้าบุเรงนองและพระเจ้ามังระ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ก็เคยปฏิสังขรณ์มหาเจดีย์องค์นี้มาก่อน … ประวัติศาสตร์จึงชวนให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้


ศาลา Yokesone ที่มีงานแกะสลักไม้ที่สวยงามมาก จะมีภาพเล่าเรื่องราวที่เรียกว่Widuya Story หรือ รามเกียรติ์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 550 เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้านั่นเอง 


รอบๆเจดีย์ประดับด้วย “แจกันแห่งความอุดมสมบูรณ์” หรือ “ปูรณะฆฏะ” เป็นสัญลักษณ์มงคลที่ชาวพุทธนิยมประดับไว้กับรูปคนแคระ ซึ่งเป็นบริวารของท้าวกุเวร เทพแห่งความมั่งคั่ง เมื่อเรามากราบไว้ ก็ประหนึ่งเราจะได้รับความมั่งคั่งกลับไปด้วย


“ฉัตรเสี่ยงทาย” ภายในอาคารทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์เจดีย์ มีฉัตรที่เคยครอบองค์เจดีย์ที่ตกลงมาเพราะเหตุแผ่นดินไหวเมื่อ ปี พ.ศ. 2473 ภายหลังถูกนำมาไว้เป็น ฉัตรเสี่ยงทาย โดยติดมอเตอร์ให้องค์ฉัตรหมุนได้ ตั้งบาตรพระไว้รอบฉัตร เหนือบาตรมีป้าย หากปรารถนาสิ่งใดก็ให้โยนเหรียญหรือธนบัตรบริจาคลงในบาตรนั้น เช่น ขอให้ร่ำรวยและสุขภาพแข็งแรง ขอให้พบคนที่รัก และอื่นๆ
แต่คำขอที่ฉันชอบมากคือ คำขอที่ว่า … ขอให้แคล้วคลาดจากบาปทั้ง 5 คือ น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคภัย โจรผู้ร้าย และผู้ปกครองที่อธรรม … ฉันอธิษฐานแล้วโยนเหรียญลงในบาตรนี้ค่ะ ขออย่าให้ผู้ปกครองที่คดโกงทุกรูปแบบเพื่อตัวเองและคนรอบข้าง ได้กลับมาปกครองบ้านเมืองของเราอีกเลย เมืองไทยบอบช้ำมากเกินพอแล้ว
ฉันเห็นคนพม่านิยมมาเสี่ยวทายกันล้นหลามค่ะ เข้าไปถามไกด์แถวนั้น เขาบอกว่าส่วนใหญ่จะขอให้สุขภาพแข็งแรง สำหรับคำถามถึงคำขอให้แคล้วคลาดจากบาปทั้ง 5 นั้น ไกด์บอกว่าไม่รู้ที่มาแน่ชัด อาจจะเป็นเพราะว่ามหันตภัยทั้ง 5 อย่างนั้นมีแนตรายใหญ่หลวง คนพม่าจึงไม่อยากพานพบ ... น่าสนใจคะ


“หลุมสมดุลย์” บนพื้นบนลานหน้าเจดีย์ทางด้านทิศตะวันออก มีแอ่งน้ำเล็กๆ สำหรับให้เราได้คุกเข่าเพ่งมองเงาสะท้อนของเจดีย์ที่ส่องกระทบผิวน้ำ …
หลุมที่เราเห็นในวันนี้เป็นหลุมทีทำขึ้นใหม่ แต่ชาวพุกามเชื่อว่าตรงนี้เคยมีหลุมตั้งแต่โบราณแล้ว โดยช่างสมัยนั้นใช้ดูสมดุลไม่ให้พระเจดีย์เอียงขณะก่อสร้าง …
แต่บางความเชื่อก็ว่า ด้วยเหตุที่พระเจดีย์มีความสูงมาก จึงทำหลุมไว้ให้กษัตริย์มองเห็นยอดของพระเจดีย์ผ่านเงาสะท้อน อีกทั้งต้องคุกเข่า เป็นการแสดงการคารวะพระเจดีย์ศักดิ์สิทธ์อีกด้วย
ปัจจุบัน แอ่งน้ำศักดิศิทธิ์นี้มีผู้คนมานั่งสมาธิปฏืบัติกัมมัฏฐานเพ่งมองดูพระเจดีย์กันทุกวั


ภายในบริเวณมหาเจดีย์มีโบราณวัตถุที่สำคัญอีก คือ ศิลาจารึกของ พระเจ้าจันสิตตา รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์พุกาม 2 หลัก เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม “ .. พระองค์ทรงเช็ดน้ำตาและน้ำมูกจากหน้าทุกหน้าที่กำลังร้องไห้ จากทุกคนที่กำลังมีทุกข์ในหัวใจ พระองค์ทรงแผ่เมตตาด้วยความรักบริสุทธิ์ พระหัตถ์ขวาจะทรงยื่นข้าวและขนมให้แก่ทุกคน พระหัตถ์ซ้ายจะยื่นของแต่งตัวและของจำเป็นอื่นๆให้ ประชาชนทุกคนจะมีความสุขภายใต้การปกครองของกษัตริย์ เสมือนเด็กที่แอบอิงอยู่กับอกแม่ฉะนั้น .. แต่เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาค่
ในบริเวณมหาเจดีย์ยังมีสถูปชุดหนึ่ง สร้างขึ้นเพื่อบูชา “นัต” ทั้ง 37 ตน … “นัต” .. คือภูติที่ชาวพม่านับถือมาตั้งแต่ดั้งเดิมมี 36 ตน มีหัวหน้าชื่อ “มังมหาคีรีนัต” เป็นนัต 2 พี่น้องซึ่งถูกกษัตริย์ใจโหดจับมัดกับต้นจำปาแล้วเผาทั้งเป็นจนตาย จึงเชื่อว่าวิญญาณของ "มังมหาคีรีนัต" สิงสถิตที่ต้นจำปา ตนพี่คือเจ้ามหาคีรี ตนน้องคือ นัตหน้าทอง เป็นหัวหน้านัตที่ภูเขาโปปา ใกล้เมืองพุกาม ซึ่งตอนที่เราผ่านประตูเมืองก็จะเห็นรูปปั้นนัตทั้ง 2 ตนอยู่ทีซุ้มประตู
นอกจากนี้ยังมีนัตที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เช่น โบโบยีนัต ที่คอยปกป้องมหาเจดีย์ชเวดากอง เป็นต้น
ช่วงเวลาหลังจากพระเจ้าอโนรธาสถาปนาพุทธศาสนาเถรวาทเป็นครั้งแรก และพุทธศาสนาได้เข้ามามีอิทธิพลในพุกาม พระเจ้าอโนรธาพยายามที่จะให้ประชาชนเลิกล้มความเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจ โดยการทำลายลัทธิบูชานัต ทำลายศาลนัตที่มีอยู่ในทุกบ้าน (คงคล้ายกับวัดในบ้านของชาวบาหลี) 
ยกเลิกพิธีไหว้ผีนัตที่ภูเขาโปปา ลดบทบาทของนัตจากการดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน ลดบทบาทของมึงมหาคีรีนัตให้เป็นเพียงรองหัวหน้า แล้วตั้ง “ตะจังมึง” คือ "พระอินทร์" เป็นหัวหน้าเหล่านัตทั้งหลายแทน พร้อมทั้งย้ายรูปปั้นนัตทั้งหมดมารวมกันไว้ที่ “หอนัต” ภายในบริเวณมหาเจดีย์ชเวสิกอง แmนสัญลักษณ์ว่า ต่อนี้ไป นัตมีหน้าที่ดูแลปกป้องพระพุทธศาสนา คุ้มครองเมืองแทนการดูแลชาวบ้าน … ให้ประชาชนหันมาปกปักรักษาพุทธศาสนาแทน และยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้
แต่ก็ไม่สำเร็จทั้งหมด เพราะอิทธิพลความเชื่อทางไสยศาสตร์ยังมีอิทธิพลสูงในหมู่ชนชาวพม่าทุกระดับชนชั้น ดังนั้นจึงต้องประนีประนอมกับพิธีกรรมความเชื่อดั้งเดิม … ซึ่งแม้ในปัจจุบัน ก็ยังมีการบูชา นัต เคียงคู่กับศาสนาพุทธอยู่ทั่วไป
ที่ศาลาด้านตะวันตกเฉียงเหนือขององค์เจดีย์ มีรูปปั้นนัต 2 ตนพ่อลูก … นัตผู้พ่อ ชื่อ Shwenyothin ส่วนนัตลูก ชื่อ Shwesagar


ฉันแอบฟังไกด์ชาวพม่าที่กำลังอธิบายเรื่องของพุทธศาสนาในพุกามให้กับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกฟัง ทำให้ฉันหวนคิดถึง คำพูดของ หม่องทินอ่อง นักประวัติศาสตร์ชาวพม่า ว่า “… พุทธศาสนามิได้สอนให้คนมองโลกในแง่ร้าย ความจริงข้อนี้เห็นได้จากการที่ชาวพม่าในสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มองชีวิตอย่างสงบ แม้ในท่ามกลางชัยชนะต่อแว่นแคว้นอื่นๆรอบด้าน …. วิหารต่างๆที่พุกามนั้น ไม่ได้เกณฑ์แรงงานคนมาสร้าง เป็นศรัทธาที่บริสุทธิ์และง่ายๆ … ทั้งสถูปและวัดตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆที่มั่นคง ปลายยอดแหลมทำให้วัดแลเสมือนพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ดังนั้นวัดและแห่งจึงแสดงลักษณะของชาวพุกาม คือเท้ายืนบนพื้นอย่างเข้มแข็ง แต่วิญญาณมุ่งตรงสู่สวรรค์ ..

พระพุทธรูปปางต่างๆ ที่วางให้ผู้คนที่เลื่อมใสกราบไหว้บูชา ณ สถานที่ต่างๆ รายรอบศาลาของวัด จะสังเกตุว่าพุทธลักษณะของพระพุทธรูปที่นี่แตกต่างกัน อันบ่งชี้ว่าถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาต่างๆ

หญิงสูงอายุหลายคนที่ฉันเห็นสูบบุหรี่มวนโต ที่ฉันว่าใหญ่กว่าซิการ์เสียอีก คุณยายมานั่งให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และคุณยายไม่ขัดข้องที่ฉันจะถ่ายรูปค่ะ



ขอขอบคุณที่มาของบทความดีๆนี้ค่ะ : GoodMorningMail@GoogleGroups